“

ข้อที่น่าเสียดายสําหรับคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวที่

ใฝ่ในเสรีภาพ

ก็คือ เหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

ไม่เปิดโอกาสให้เขามีทางเลือกที่ 3 เสียแล้ว

ถ้าไม่ทําตัวสงบเสงี่ยม คล้อยตามอํานาจไม่เป็นธรรม

ก็ต้องเข้าป่า

ไปทํางานรวมกับคอมมิวนิสต์

ใครที่สนใจในเรื่องสันติวิธี ประชาธิปไตย และเสรีภาพ

จะต้องเริ่มต้นใหม่ เบิกทางให้แก่หนุ่มสาวรุ่นนี้ และรุ่นต่อ ๆ ไป

”

ป๋วย อึ๊งภากรณ์

บทความ ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 (2519)

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นแรงกระแทกที่ทำลายความฝันของหนุ่มสาวจนแตกกระจาย บีบให้พวกเขาต้องตัดสินใจเลือกทางชีวิตใหม่ นักศึกษาถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มที่สามารถเห็นภาพได้อย่างชัดเจน

กลุ่มที่หันหลังให้การเมืองอย่างสิ้นเชิง

กลุ่มนี้สามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มที่ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม และกลุ่มที่เคยเข้าร่วมแต่ได้รับบาดแผลทางจิตใจจนไม่สามารถกลับมาเข้าร่วมอีกได้

ภาพนักศึกษาถูกแขวนคอที่สนามหลวง ภาพระเบิดขวด หรือการสูญเสียเพื่อนร่วมชั้นและรุ่นพี่ภายในมหาวิทยาลัย สร้างความหวาดกลัวและสิ้นหวังแก่นักศึกษาอย่างลึกซึ้ง บีบให้นักศึกษาต้องตัดสินใจที่จะตัดขาดจากกิจกรรมทางการเมือง พวกเขามองว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก อันตราย และเต็มไปด้วยการหักหลัง การเอาชีวิตไปเสี่ยงนั้นไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากความสูญเสียและความเสียใจของครอบครัว มองว่า การทำหน้าที่ดูแลคนไข้ให้ดีที่สุดในฐานะหมอก็เป็นการทำประโยชน์ต่อสังคมในรูปแบบหนึ่งแล้ว จึงกลับมาสนใจก้มหน้าก้มตาเรียน ท่องตำรา เพื่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง หรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญต่อไป

กลุ่มที่ยังเคลื่อนไหวทางการเมือง

อดีตแกนนำหรือแนวร่วมนักศึกษาที่ตัดสินใจไม่เข้าป่า แต่เลือกอยู่เผชิญหน้ากับความจริงทางการเมือง ช่วงแรกต้องซ่อนตัวเงียบ ๆ เพื่อความปลอดภัย ก่อนกลับมาทำกิจกรรมในรูปแบบใหม่ โดยชิงพื้นที่ในระบบกลับคืน ตั้งสโมสรนักศึกษา รื้อค่ายอาสา และขับเคลื่อนแนวคิดสังคมด้วยวิชาการ เช่น งานสาธารณสุข อนามัยชุมชน และการใช้ยาสมุนไพร จนต่อมากลายเป็นหมอนักพัฒนา หรือแพทย์ชนบท ใช้โรงพยาบาลอำเภอห่างไกลเป็นฐานในการขับเคลื่อนความเป็นธรรมทางสังคมและปฏิรูประบบสาธารณสุข

กลุ่มที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในเขตป่าเขา

อดีตแกนนำกลุ่ม พ.ม.ช. และสมาชิกวงกรรมาชน ที่เผชิญกับการกวาดล้าง ถูกออกหมายจับ หรือเห็นภาพความรุนแรง มองว่าประเทศไทยไม่มีพื้นที่ของสันติวิธี และต้องหาทางเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อความอยู่รอด พวกเขาเปลี่ยนจากนักศึกษาแพทย์เป็นทหารป่าและสหาย ทิ้งตำราเรียนมาแบกเป้ ถือปืน และต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอีกครั้งเมื่อพบว่า แนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ในเขตป่าเขาไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง จึงตัดสินใจ "คืนเมือง" เข้ารับสารภาพ กลับมาเรียนต่อ และหลายคนต้องใช้เวลาเยียวยาสภาพจิตใจจากภาวะอุดมการณ์ล่มสลายอยู่อีกนาน

เส้นทางที่แตกต่าง

แต่อุดมการณ์เดียวกัน

เมื่อเส้นทางชีวิตพาออกจากรั้วมหาวิทยาลัย

บทเรียนจากห้องเรียนได้เปลี่ยนเป็นบทเรียนจากชีวิตจริง

นักศึกษามหิดล จำนวนกว่าร้อยคนเดินทางเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในช่วงความขัดแย้ง พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และวิถีชีวิตที่แตกต่างจากเมืองอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกัน บุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขจำนวนหนึ่งยังคงเดินทางไปทำงานในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ห่างจากระบบบริการได้รับการดูแล

2
3

นักศึกษามหิดลนับร้อยคน จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะเทคนิคการแพทย์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ กระจายอยู่ตามเขตงานต่าง ๆ ในป่าทั่วประเทศ เช่น

  • ภาคอีสาน : เขตงานภูพาน (จังหวัดสกลนครและนครพนม) เขตงานอุบลราชธานี และสำนัก A30 ในแขวงหลวงน้ำทา ประเทศลาว
  • ภาคเหนือ : เขตงานน่าน (เช่น น่านเหนือ/น่านใต้) ตาก (แม่สอดและทุ่งใหญ่นเรศวร)
  • ภาคใต้ : เขตงานพัทลุง ตรัง และเทือกเขาบรรทัด

จากรั้วมหาวิทยาลัย สู่เส้นทางบนภูเขา
จากห้องเรียน
สู่ชุมชนในพื้นที่ป่า
จากชีวิตนักศึกษา
สู่ชีวิตที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้อื่น
ท่ามกลางความขัดแย้ง

จากเมืองสู่ป่า บรรดานักศึกษาได้หอบเอาอุดมการณ์เดินเข้าป่าใหญ่ โดยทุกคนต้องเข้ารับการฝึกอบรมทหารในโรงเรียนการเมืองการทหาร 1 โครงการ ประมาณ 3 - 4 เดือน จึงจะถูกส่งไปยังประจำยังเขตต่าง ๆ ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ได้แก่

แพทย์บนขุนเขา

แพทย์ในป่าใหญ่

การปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข

การรักษาพยาบาลเพื่อนมนุษย์

ท่ามกลางข้อจำกัดและสภาวะสงครามโดยไม่แบ่งฝ่าย

นักศึกษาส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นหมอทหารป่า มีบทบาทในการพัฒนางานการแพทย์สาธารณสุขในเขตป่าเขา ท่ามกลางภาวะขาดแคลนยารักษาโรคอย่างรุนแรงจากการปิดล้อมของรัฐบาล ใช้วิชาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเคมีดัดแปลงวัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น ผลิตแอลกอฮอล์ น้ำเกลือ ยาชา ยาทา และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เปิดโรงเรียนฝึกหัดหมอพื้นฐานและผู้ช่วยหมอ และตั้งโรงเรียนหลักสูตรพิเศษด้านศัลยกรรมอายุรกรรม จัดทำหลักสูตรตำราเรียนเองด้วยการใช้ความรู้ที่เรียนจากในเมือง บรรดานักศึกษาซึ่งเรียกพวกเดียวกันว่า "สหาย" ได้เรียนรู้วิชาฝังเข็มจากจีน และผสมผสานวิชานี้กับการรักษาโดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยด้านสมุนไพร รวมถึงการทำคลอด ท่ามกลางแสงไฟจากกระรอก/ตะเกียงลาน และอุปกรณ์ผ่าตัดต้มฆ่าเชื้อด้วยวิธีสนาม ชุดผ่าตัดก็ใช้ชุดเขียวขี้ม้าอย่างสหายทั่วไป มาสวมเข้าด้านหน้า หมวกผ่าตัดก็ใช้หมวกติดดาวแดงนั่นเอง

7
8

การปรับเปลี่ยนชีวิตจากห้องเรียนและห้องผ่าตัดที่สะอาดในเมือง มาสู่การนอนกลางดินกินกลางทราย การเผชิญกับโรคไข้มาลาเรีย ภาวะขาดสารอาหาร และการเดินเท้าข้ามภูเขาสูงนับร้อยกิโลเมตร หลายคนต้องเห็นเพื่อนนักศึกษาและชาวบ้านเสียชีวิตต่อหน้าต่อตาจากไข้ป่า กับระเบิด หรือการยิงปะทะ กระทั่งการเผชิญกับภาวะความสับสนทางความคิด เมื่ออุดมคติที่ใฝ่ฝันถึงสังคมเสมอภาค ต้องปะทะกับความจริงอันโหดร้ายของสภาวะสงครามและความขัดแย้งเชิงความคิดภายในองค์กร แต่สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเขานั้นไว้ได้ คือความหวังที่จะได้เห็นสังคมไทยมีความเป็นธรรม มีระบบสุขภาพที่คนยากจนสามารถเข้าถึงได้

สำหรับหมอแล้ว ต้องให้คนไข้ได้อยู่อย่างดี ได้กินไข่ กินนม ส่วนหมอบางครั้งก็ได้กินแค่เผือกมัน เพื่อให้คนไข้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและหายดี ถึงกระนั้นหลาย ๆ คน ก็มีความคิดที่ว่า

ช่วงชีวิตในป่าเป็นช่วงที่ได้เรียนรู้ชีวิตมากที่สุด ท่ามกลางความอดอยาก อันตรายจากไข้ป่าและภัยสงคราม จิตใจของสหายในป่าล้วนแต่งดงามยิ่ง นักศึกษาจากเมืองในเขตงาน เข้ากันได้ดีกับชาวนาจากชนบท ทุกคนเสียสละอดทน ถือประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าตัวเอง เรียกร้องตนเองให้เสียสละเป็นแบบอย่าง พร้อม ๆ กับผ่อนปรนให้ผู้อื่น กล่าวได้ว่าเราคงจะไม่อาจจะหาสังคมเช่นนี้ได้อีกในชีวิต

จากบันทึกของ นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ แพทย์รามาธิบดี รุ่นที่ 4

แต่อย่างไรก็ตาม การอยู่สภาวะสงครามเช่นนั้น ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสูญเสียเพื่อน ๆ นักศึกษา ในเขตต่อสู้ในชนบทไปได้ ซึ่งที่สามารถบันทึกได้มีทั้งสิ้น 16 ราย คือ

9

ชูสิทธิ์ จรัญเวโรจน์ศิริ

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ปี 5

เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ในเขตอีสานใต้ เดือนเมษายน พ.ศ. 2520 นับเป็นนักศึกษา ม.มหิดล คนแรกที่เสียชีวิตด้วยการต่อสู้ด้วยอาวุธ

10

เกรียงศักดิ์ อุปพันธ์

คณะสาธารณสุขศาสตร์ ปี 2

เสียชีวิตจากการปะทะกับในเขตชายแดน ไทย - กัมพูชา ประมาณ พ.ศ. 2522 ไม่พบร่าง

11

ฉัตรชัย จันทร์สุวรรณ

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ปี 3

เสียชีวิตจากการถูกซุ่มโจมตี ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2520

12

ชาตรี เจนสวัสดิพงศ์

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ปี 2

เสียชีวิตจากการถูกปืนกลอากาศยิง ขณะถูกล้อมปราบที่ จ.เชียงราย เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2522

13

วินัย พัวงามประเสริฐ

จบการศึกษาจากคณะสาธารณสุขศาสตร์

เสียชีวิตจากการปะทะ ที่หมู่บ้านท่ายูง จ.พัทลุง เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2521

14

วิทยา ยั่งยืนสุข

คณะทันตแพทยศาสตร์ ปี 2

เสียชีวิตจากการถูกซุ่มโจมตี เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2520

15

วัลลภ บุญภักดี

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ปี 5

เสียชีวิตประมาณ พ.ศ. 2521

16

นพพร ยศฐา

คณะเภสัชศาสตร์ ปี 3

เสียชีวิตจากการโจมดีด้วยทุ่นระเบิด เขตงานอีสานใต้ เมื่อ พ.ศ. 2522

17

พริ้มเพรา จันทวิบูลย์

โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ปี 3

เสียชีวิต 7 มีนาคม พ.ศ. 2521

18

สุภาพรรณ จงสถิตวัฒนา

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ปี 2

เสียชีวิตจากโรคอาการตับอักเสบ ที่เขตต่อสู้ภูซาง เมื่อต้นพ.ศ. 2523

19

ชัยธวัช ยืนยง

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ปี 4

เสียชีวิตจากการถูกยิงขณะปกป้องเพื่อนในการร่วมต่อสู้ในเขตอีสานใต้ เดือนเมษายน พ.ศ. 2522

20

พิสุทธิ์ องค์ศิริมงคล

คณะกายภาพบำบัด ปี 3

เสียชีวิตจากการถูกล้อมยิงที่บ้านโคกเหลียง อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎธานี เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2523

21

วิชัย ชาติปรีชากุล

คณะสาธารณสุขศาสตร์ ปี 3

เสียชีวิตจากการถูกยิงกลางสนามรบในเขตอีสานใต้ เมื่อ พ.ศ. 2522

22

บุญชัย สว่างแจ้งศรี

คณะสาธารณสุขศาสตร์ ปี 3

เสียชีวิตจากการเสียหลักตกน้ำขณะขนสัมภาระข้ามห้วยที่น้ำไกลเชี่ยวกราก ในเขต อ.เสิงสาง ประมาณ พ.ศ. 2524

23

สุขใจ บุญยงค์มณีรัตน์

โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี(อนุปริญญา)

เสียชีวิตจากอุบัติเหตุต้นไม้ล้มทับกระท่อม ที่ ภูพญาฝ่อ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ กลางฤดูฝน พ.ศ. 2522

24

สหายชาคร (ไม่ทราบชื่อ-นามสกุลจริง)

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ปี 2

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้เข้าป่าในเขตพัทลุง ต่อมา พ.ศ. 2523 มีอาการป่วยอย่างหนัก จึงถูกส่งตัวออกมารักษาที่กรุงเทพฯ โดยตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

คนเล็กเล็ก...ที่เหนื่อยยากถากถาง
คนเล็กเล็ก...ที่พลีร่างต่อสู้
คนเล็กเล็ก...ที่ร่วมกันค้ำชู
คนเล็กเล็ก...ที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยบอกให้รู้
...ว่าเป็นใคร