


นิทรรศการ
จากป่าเขาสู่เมืองใหญ่ปณิธานแห่งมหิดลไม่จางหาย
แม้ต้องหนีเข้าป่า
เมื่อวันหนึ่งได้หวนคืน
ปณิธานของพวกเขา
ยังคงไม่จางหาย
ปณิธาน...
เพื่อมวลชน
นิทรรศการวันมหิดล ประจำปี 2569
และเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519


แรงบันดาลใจแห่งปณิธาน
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงได้รับการศึกษาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกจากด้านการทหาร โดยเฉพาะการทหารเรือแล้ว ทรงสนพระราชหฤทัยอย่างยิ่งในด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และการศึกษาด้วย
ภายหลังทรงสำเร็จศึกษาจากสหรัฐอเมริกา จึงเสด็จกลับมาทรงงานในประเทศไทย โดยทรงมุ่งพัฒนาการแพทย์ การพยาบาล และการสาธารณสุข ให้มีมาตรฐานทัดเทียมนานาประเทศ พร้อมทั้งทรงให้ความสำคัญกับการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ ให้มีทั้งความรู้ ความสามารถ และจิตสำนึก ในการรับใช้ประชาชน
"พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย"
ในวาระวันพระราชสมภพ ครบ 100 ปี
หัวใจของคำสอนในสมเด็จพระบรมราชชนกที่ปรากฏ คือ การใช้ความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนควบคู่ไปกับการพัฒนาวิชาการ และทรงมองว่าบุคลากรทางการแพทย์ไม่ควรมีเพียง ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ แต่ต้องมีคุณธรรม ความรับผิดชอบ และความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
ดังพระราโชวาทที่พระราชทานให้กับนายสวัสดิ์ แดงสว่างว่า
"ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง"
และข้อความที่ปรากฎในสมุดบันทึกส่วนพระองค์ว่า
"True Success is not in the learning, but in its application to the benefit of mankind."
ความสำเร็จที่แท้จริงมิได้ขึ้นอยู่กับการเรียนเพียงเพื่อรู้ แต่อยู่กับการนำความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติ ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลได้ยึดถือเป็นปรัช ญาสืบมา

6 ตุลา
และ
ผลกระทบต่อมหิดล
เมื่ออุดมการณ์ต้องเผชิญบททดสอบ
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วง พ.ศ. 2516 - 2519 เป็นรอยจารึกบอกเล่าถึงช่วงเวลาแห่งอุดมคติของคนหนุ่มสาว ที่ถูกทดสอบด้วยความรุนแรงและคราบน้ำตา สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับการหล่อหลอมอุดมการณ์มาเพื่อเป็นผู้รักษาและกอบกู้ลมหายใจของเพื่อนมนุษย์ แต่เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ร้องเรียกให้พวกเขาก้าวออกจากห้องเรียนและโรงพยาบาล เพื่อนำจิตวิญญาณแห่งวิชาชีพมารับใช้สังคมที่กำลังบอบช้ำและโหยหาความเป็นธรรม
นักศึกษามหิดลจำนวนมากไม่ได้เพียงแค่เข้าร่วมชุมนุม แต่ยังเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการติดต่อและเป็นผู้ปฏิบัติงานฝ่ายต่าง ๆ ด้วยจิตใจที่กล้าหาญและเสียสละ การทำหน้าที่ของแพทย์และพยาบาลถูกทดสอบอย่างหนัก เมื่อต้องรักษาผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ต้องพยายามปฐมพยาบาลคนเจ็บท่ามกลางกระสุน โดยไม่สามารถนำรถพยาบาลเข้าออกได้ ความเป็นมนุษยธรรมเลยถูกทำลายลง แม้แต่นักศึกษาใส่ปลอกแขนหน่วยพยาบาลที่วิ่งเข้าไปช่วยเหลือคนเจ็บ ก็ยังถูกสะเก็ดระเบิดและถูกยิงซ้ำจนเสียชีวิต