คืนสู่เมืองใหญ่

จากอุดมการณ์สู่การลงมือสร้างสังคม

นักศึกษาบางส่วน คิดว่าการเข้าสู่ป่าเป็นทั้งการหลบหนีจากสถานการณ์ทางการเมืองและการเลือกเข้าร่วมการต่อสู้ที่พวกเขาเชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม แต่การที่นักศึกษาผู้มีความคิดอ่านเข้าไปอยู่ในป่ากับ พรรคคอมมิวนิสม์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในช่วงแรกนั้นยังมีความยึดมั่นในอุดมการณ์ที่จะสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม แต่เมื่อนานไปกลุ่มนักศึกษาพบว่าตนอยู่ในองค์กรที่มีโครงสร้างการบังคับบัญชาและการมีวินัยสูงอย่างทหาร รวมถึงการยึดมั่นในกฎเกณฑ์อย่างไร้เหตุผลและเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ

ความขัดแย้งระหว่าง "นักศึกษาปัญญาชน" กับ "สหายนำ" ในลักษณะที่มีความแตกต่างทางโลกทัศน์และประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญ และเกิดขึ้นจากคำถามว่า สมาชิกควรมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์หรือเสนอความคิดเห็นได้มากเพียงใด และเมื่อความเห็นไม่ตรงกับฝ่ายนำควรจัดการอย่างไร

นอกจากนั้นยังมีปัญหาความขัดแย้งกันของประเทศคอมมิวนิสต์ ระหว่างจีน เวียดนาม และสหภาพโซเวียต ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เลือกข้างจีนอย่างเต็มตัว ทำให้ ลาวและกัมพูชา ซึ่งอยู่ฝั่งโซเวียต ยุติการสนับสนุน

เมื่อความขัดแย้งทางสังคมสะสมถึงขีดสุด ประกอบกับรัฐบาลในขณะนั้น โดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เรื่อง นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง กลับคืนสู่สังคมโดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย เป็นการต้อนรับการกลับคืนเมือง

2

นักศึกษา บัณฑิต แพทย์ และปัญญาชนส่วนใหญ่ จึงตัดสินใจ "ออกจากป่า"ในช่วง พ.ศ. 2523 - 2525 ปิดฉากยุคสมัยแห่งการต่อสู้ด้วยอาวุธแล้วนำประสบการณ์ อุดมการณ์ และบทเรียนชีวิตเหล่านั้น กลับมาขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยตามกลไกของสังคมแทน

5

นอกจากนั้นผู้ที่ออกจากป่าและปรับเปลี่ยนแนวคิดในการช่วยเหลือสังคม ได้รวมตัวกันและช่วยผลักดันให้เกิดนโยบายที่จะพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุขไทยในภาพที่กว้างขึ้น เช่น

แพทย์ชนบทและการรับใช้ประชาชน

เป็นแนวคิดที่นำปณิธานมหิดลมาแปลงเป็นการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าวิชาชีพแพทย์และสาธารณสุขไม่ใช่สิทธิพิเศษเพื่อการสั่งสมฐานะ แต่เป็น "พันธกิจในการลดความเหลื่อมล้ำและรับใช้เพื่อนมนุษย์" โดยเริ่มจาก สหพันธ์แพทย์ชนบท เมื่อ พ.ศ. 2519 เพื่อเป็นเครือข่ายสนับสนุน คุ้มครอง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของแพทย์ที่ทำงานในพื้นที่สุ่มเสี่ยงและห่างไกล

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

สิทธิการรักษาพยาบาลที่รัฐบาลไทยจัดให้แก่คนไทยทุกคนที่ไม่มีสวัสดิการด้านการรักษาอื่น เพื่อให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ โดยแกนนำและทีมวิชาการที่ร่วมคิด ค้นคว้า และผลักดันระบบนี้ คือ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และกลุ่มแพทย์ชนบท โดยอาศัยความรู้และจิตวิญญาณแห่งการรับใช้สังคมมาจากมหาวิทยาลัยมหิดล และประสบการณ์ตรงที่ได้รับจากชาวบ้านตั้งแต่ยุคความขัดแย้งทางการเมือง

ทำให้เห็นว่าการ "ออกจากป่า" ไม่ใช่การยอมแพ้หรือการละทิ้งอุดมการณ์ แต่คือการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และพื้นที่การทำงาน โดยพวกเขานำบทเรียนอันความเจ็บปวดจากป่าเขา กลับมาแปลงเป็นพลังในการพัฒนาประเทศ ทั้งระบบสาธารณสุข การศึกษา กฎหมาย และประชาธิปไตยไทยในเวลาต่อมา

ปณิธานที่ไม่จางหาย

แม้บริบททางสังคมและการเมืองจะเปลี่ยนไป แต่"หัวใจของการรับใช้เพื่อนมนุษย์"ไม่เคยจางหายจากนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล

จากยุคมืดสู่การฟื้นตัว การส่งต่อปณิธานผ่านงานกิจกรรมนักศึกษา

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้ขบวนการนักศึกษามหิดลตกอยู่ในภาวะ "ยุคมืด" ถูกสั่งห้ามการเคลื่อนไหวทางการเมืองและองค์กรนักศึกษาถูกสั่งยุบ แต่พลังของคนหนุ่มสาวมหาวิทยาลัยมหิดลไม่ได้ดับสูญ เหล่านักศึกษาจึงได้คิดทบทวนและปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเคลื่อนไหวทางการเมือง มาเป็นการ "ฟื้นฟูจิตสำนึกทางสังคมผ่านกิจกรรมวิชาการ กิจกรรมวัฒนธรรม และกิจกรรมจิตอาสา"

ในช่วง พ.ศ. 2520 - 2526 ขบวนการนักศึกษามหิดลค่อย ๆ กลับคืนมา มีการฟื้นฟูสโมสรนักศึกษาของแต่ละคณะ จนถึงการก่อตั้งสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล (สมม.) และสภานักศึกษา รวมถึงการจัดตั้งชมรมและกลุ่มกิจกรรมแนวใหม่ ที่ใช้ความรู้และวิชาชีพเป็นเครื่องมือรับใช้ประชาชน ซึ่งก่อร่างเป็นรากฐานสำคัญและส่งต่อปณิธานไปยังยังรุ่นสู่รุ่น เช่น

สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล (สมม.) สภานักศึกษา และสโมสรนักศึกษาประจำคณะ ซึ่งเริ่มกลับมาดำเนินการอย่างจริงจังใน พ.ศ. 2521 ทำหน้าที่ผลักดันนโยบายพิทักษ์สิทธิและสวัสดิการของนักศึกษา ตลอดจนขับเคลื่อนกิจกรรมพัฒนานักศึกษาและส่งเสริมอุดมการณ์การรับใช้สังคมอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงปัจจุบัน

7
8
9

ชมรม : พื้นที่เล็ก ๆ ที่สืบต่อปณิธาน

เกิดชมรมและโครงการพัฒนาพื้นที่ชายขอบ โดยมีกิจกรรมที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนยากไร้ในชนบท ซึ่งล้วนเป็นการสืบสานปณิธานของ เหล่าแพทย์ชนบท การสาธารณสุขเพื่อประชาชน และการปกป้องสิ่งแวดล้อม เช่น

  • ชมรมกลุ่มอาสา ที่จัดค่ายอาสาพัฒนาชนบท นำนักศึกษาลงพื้นที่สร้างอาคารเรียน เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน ตลอดจนการทำธงที่ระลึกวันมหิดลเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ของศิริราชมูลนิธิ
  • ชมรมศึกษาและพัฒนาชุมชน ที่จัด "ค่ายสวรรค์บ้านนอก" สร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ ให้ความรู้ด้านสาธารณสุข มอบอุปกรณ์การเรียน และสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น
  • ชมรมส่งเสริมสาธารณสุข (สสธ.) ที่จัดค่ายกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสุขภาพและสาธารณสุขในต่างจังหวัด
  • ชมรมโรตาแรคท์ ที่ขับเคลื่อนการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม และสร้างประสบการณ์การลงมือปฏิบัติงานจริงในกิจกรรมพัฒนาพื้นที่ชนบท
  • ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิชุมชนและการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งขยายขอบเขตจากการรักษ์ป่าในอดีต มาสู่การรณรงค์ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน
10

จากกิจกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทำให้เห็นว่า การรับใช้เพื่อนมนุษย์ มิได้มีความหมายจำกัดอยู่เพียงการรักษาผู้ป่วยหรือการทำงานพัฒนาชนบท แต่ขยายไปสู่การมองเห็นความทุกข์ยาก ความไม่เป็นธรรม และความต้องการของผู้คนในรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้น …วิธีการที่เราเลือก ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง ทำให้เราต้องกลับมาคิดทบทวน คิดหาวิธีแก้ไขปัญหาความทุกข์ของประชาชนในแนวทางอื่น ๆ ต่อไป เราเชื่อมั่นว่าอุดมการณ์ของเราไม่เคยเปลี่ยนแปลง เหมือนดังท่อนหนึ่งในเนื้อเพลงว่า…

“...สายลมเปลี่ยนทิศ แต่ดวงจิตมิได้เปลี่ยนเลย…”

(บอกเล่าโดย สายธาร)

ปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดลนั้นจึงมิใช่เป็นเพียงเรื่องราวในอดีต
หากเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ยังคงเลือกตีความและลงมือทำในแบบของตนเอง