2

บรรยากาศใน
มหาวิทยาลัยมหิดล
หลังเหตุการณ์
6 ตุลา

ยุคที่ถูกปิดกั้น

บรรยากาศช่วงแรกภายใต้รัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเงียบสงบ นักศึกษาพากันกลับเข้าห้องเรียนและก้มหน้าก้มตาเรียนเพียงอย่างเดียว รัฐบาลมีคำสั่งที่ 42/2519 ห้ามจัดกิจกรรมนอกหลักสูตรและระงับกิจกรรมขององค์กรนักศึกษาทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการส่งตำรวจสายลับเข้ามาสอดส่องพฤติกรรมในมหาวิทยาลัย และจำกัดเสรีภาพทางวิชาการของอาจารย์อย่างเข้มงวด กิจกรรมที่พอทำได้จึงมีเพียงการเคลื่อนไหวใต้ดินแบบลับ ๆ เช่น การแอบพิมพ์จดหมายข่าว "สารศรีตรัง" เพื่อแจกจ่าย และการรวมตัวกันเฉลยข้อสอบเอนทรานซ์เพื่อหาทุนสนับสนุนการทำกิจกรรมในเขตป่าเขาและกิจกรรมปิดลับในเมือง

3

ผลกระทบต่อชีวิตนักศึกษา

หลังจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ นักศึกษามีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่คนส่วนใหญ่มักมองว่านักศึกษาแพทย์ที่คอยรักษาคนไข้อยู่เพียงแค่ในโรงพยาบาล หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง นักศึกษาเริ่มมองว่าการแต่งตัวเนี้ยบ ถือกระเป๋าราคาแพง นั่งฟังเพลงคลาสสิก เป็นการกระทำที่เพิกเฉยต่อความทุกข์ของคนยากจน วัฒนธรรมการแต่งตัวจึงอยู่ปรับเปลี่ยนเพื่อสะท้อนถึงการแสดงออกทางสัญลักษณ์ เป็นการปฏิเสธวัฒนธรรมเดิม มาสวมกางเกงยีนส์เก่า ๆ หรือกางเกงผ้าเนื้อหยาบ เสื้อผ้าป่าน รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าแตะ และกระเป๋าผ้าหรือย่ามผ้าเมือง สิ่งเหล่านี้ถูกเลือกมาเพื่อเอื้อต่อการลงพื้นที่ชนบท คลุกคลีกับชาวบ้าน เป็นการประกาศว่าพวกเราจะอยู่ข้างเดียวกับชาวบ้านและผู้ใช้แรงงานจึงเรียกได้ว่า จากลูกคุณหนูสู่สามัญชน พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยกลับกลายเป็นพื้นที่ทางความคิดและการลงมือปฏิบัติที่ชัดเจน มีการตั้งนิทรรศการที่สื่อถึงชาวบ้านที่ยากจน และเป็นสถานที่ฝึกซ้อมดนตรีเพื่อชีวิต รวมถึงการจัดเตรียมยาและเวชภัณฑ์เพื่อใช้ลงพื้นที่

"กรรมาชน" วงดนตรี "เพื่อมวลชน"

4

หลัง 14 ตุลา เมื่อนักศึกษาเริ่มมีความตื่นตัวทางการเมือง จึงเกิด วงดนตรีกรรมาชน เพื่อแต่งเพลงที่มีเนื้อหาปลุกระดม สร้างจิตสำนึกทางชนชั้น และสะท้อนความทุกข์ยากของกรรมกรชาวนา โดยช่วงแรกอาศัยการนำเพลงคาราวานหรือวงไดอะเล็คตริค แต่งไว้มาเรียบเรียงใหม่ รวมถึงบทกวีของนักปฏิวัติรุ่นเก่า ต่อมาเริ่มสร้างบทเพลงขึ้นมาเอง โดยเพลงที่ได้รับการยอมรับว่ามีเนื้อเพลงกินใจและเข้าถึงนักศึกษาได้ทุกกลุ่มคือเพลง "เพื่อมวลชน" ได้เป็นที่ยอมรับและรู้จักอย่างรวดเร็ว และมีการจัดการแสดงอย่างต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด วงดนตรีกรรมาชนได้ทำหน้าที่เป็นทัพหน้าของแนวรบด้านวัฒนธรรมจนวินาทีสุดท้ายในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก่อนยุบวงอย่างถาวร เนื่องจากสมาชิกหลายคนถูกจับกุม และหลายคนเปลี่ยนแนวรบด้านดนตรีไปอยู่ในเขตป่าเขา

ยุติบทบาทขององค์กรกิจกรรมนักศึกษา

สัญลักษณ์หนึ่งของขบวนนักศึกษาฝ่ายก้าวหน้าในมหิดล ปรับรูปแบบการปฏิบัติจากการตรวจโรค แจกยา มาเป็นการพักอาศัยอยู่กับชาวบ้าน จากประสบการณ์การต่อสู้ทำให้ตระหนักว่าหากจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมต้องพร้อมเสียสละ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด พ.ม.ช. จัดตั้งวงดนตรี "แสงดาว" เพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ชุมนุม พร้อมเตรียมรับมือผู้เจ็บป่วย จนเกิดเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาประชาชนเมื่อวันที่ 6 ตุลาฯ และในวันเดียวกัน พ.ม.ช. ก็ต้องยุติบทบาทลงเช่นเดียวกับวงกรรมาชนและกลุ่มกิจกรรมอื่น ๆ

บรรยากาศความฮึกเหิมกลับมีแต่ความเงียบงัน เต็มไปด้วยความหวาดระแวง นักศึกษาต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ส่งผลกระทบถึงโครงสร้างภายในของมหาวิทยาลัยมหิดล รัฐบาลใช้มาตรการรุนแรงในการปราบปรามนักศึกษา สโมสรนักศึกษาถูกยุบ กลุ่มนักศึกษา พ.ม.ช. และวงกรรมาชน กลายเป็นองค์กรผิดกฎหมาย มีการแต่งตั้งอาจารย์ฝ่ายปกครองเข้ามาควบคุมอย่างใกล้ชิด กิจกรรมขององค์กรทั้งภายในและภายนอกถูกระงับ นักศึกษาไม่กล้าพูดคุยเรื่องสังคมหรือการเมือง เพราะกลัวสายสืบจากฝั่งรัฐบาล ทหาร และตำรวจนอกเครื่องแบบ ที่เดินเข้าออกมหาวิทยาลัยจนเป็นเรื่องปกติ หนังสือแนวคิดก้าวหน้า วรรณกรรมเพื่อชีวิต และเทปเพลงของวงกรรมาชน ถูกจัดเป็นสิ่งต้องห้ามหากถูกตรวจค้นพบอาจถึงขั้นติดคุกหรือหมดอนาคตทางการศึกษา

5
6

“

ถ้าหากฉันเกิดเป็นนกที่โผบิน
ติดปีกบินไปให้ไกลไกลแสนไกล
จะขอเป็นนกพิราบขาว
เพื่อชี้นำชาวประชาสู่เสรี

ถ้าหากฉันเกิดเป็นเมฆบนนภา
จะนำพาความร่มเย็นเพื่อท้องนา
หากฉันเกิดเป็นเม็ดทราย
จะถมกายเป็นทางเพื่อมวลชน

”

ส่วนหนึ่งจากเพลง "เพื่อมวลชน"
โดย "จิ้น กรรมาชน" ร่วมกับ "นพพร ยศฐา" (พ.ศ. 2517)