สืบสานพระปณิธาน เพื่อสังคม

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านการแพทย์และการสาธารณสุข เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนชาวไทยนับเป็นการสืบสานพระปณิธานในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่ต้องการพัฒนาการแพทย์และการสาธารณสุขให้เพียงพอต่อความต้องการของคนในประเทศ
แพทย์อาสาสมเด็จพระบรมราชชนนี

ในปี พ.ศ. 2507 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เริ่มเสด็จประพาสหัวเมือง เพื่อทรงเยี่ยมพสกนิกรตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ทำให้ได้ทอดพระเนตรเห็นความเป็นอยู่ อันน่าทุกขเวทนาของประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ที่ต้องประสบกับโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นโรคพื้นฐานทั่วไป แต่ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างถูกต้อง ด้วยห่างไกลสถานพยาบาลมาก จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ แพทย์และพยาบาลที่ตามเสด็จฯ ตรวจรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วยด้วย
กระทั่งในปี พ.ศ. 2512 ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และพระราชทานชื่อว่า "แพทย์อาสาสมเด็จพระบรมราชชนนี" หรือ พอ.สว. ซึ่งประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และสมาชิกสมทบที่เป็นประชาชนทั่วไป เดินทางไปให้การรักษา ประชาชนตามถิ่นทุรกันดารที่ถนนเข้าไม่ถึง เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์และรถยนต์ในวันเสาร์และ อาทิตย์ ในการออกปฏิบัติงานครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2512 ที่บ้านสามหมื่น อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
ต่อมาในปี พ.ศ. 2516 ทรงจัดตั้ง "แพทย์อาสาฯ ทาง อากาศ" ขึ้นอีกหน่วยงานหนึ่ง โดยใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกันระหว่างแพทย์และคนไข้ ทำให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดารที่เดินทางลำบาก สามารถปรึกษาอาการเจ็บป่วยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ในเมืองได้
และในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 ทรงให้จดทะเบียน "มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จ- พระศรีนครินทราบรมราชชนนี" โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนตั้งต้น 1 ล้านบาท และในการเสด็จฯ เยี่ยมแพทย์อาสาฯ จะเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในการประชุมสมาชิก และทรง ทักทายอาสาสมัครอย่างเป็นกันเอง เมื่อเสด็จเยี่ยมการออกหน่วยของ พอ.สว. ก็จะทรงทักทายและ สอบถามอาการของคนไข้อย่างห่วงใยและไม่ถือพระองค์เลย
และในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 ทรงให้จดทะเบียน "มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จ- พระศรีนครินทราบรมราชชน นี" โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนตั้งต้น 1 ล้านบาท และในการเสด็จฯ เยี่ยมแพทย์อาสาฯ จะเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในการประชุมสมาชิก และทรง ทักทายอาสาสมัครอย่างเป็นกันเอง เมื่อเสด็จเยี่ยมการออกหน่วยของ พอ.สว. ก็จะทรงทักทายและ สอบถามอาการของคนไข้อย่างห่วงใยและไม่ถือพระองค์เลย
การออกปฏิบัติงานของแพทย์อาสา ทุกคนจะสวมเสื้อสีเทา กระเป๋าเสื้อสีเขียว มีเครื่อง- หมายของหน่วยแพทย์อาสาฯ เป็นภาพที่คุ้นเคยของชาวบ้าน จึงเรียกกันติดปากว่า "หมอกระเป๋าเขียว" ทำให้ชาวบ้านให้การต้อนรับ ให้ความร่วมมือ และไม่มีกลุ่มใดคิดร้ายกับแพทย์อาสาฯ เลย
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระธิดาผู้ทรงสืบสานงาน พอ.สว. หลัง จากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีสวรรคตไปแล้ว ได้พระ ราชทานคำปรารภ ในหนังสือ สมเด็จย่าของปวงชน ทรงกล่าวถึง พอ.สว. ไว้ว่า
"มูลนิธิ พอ.สว. นี้ เป็นเหมือนเด็กที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ ทรงวางแผนด้วยพระองค์เองตลอด บางครั้งก็ทรงดีพระทัยเมื่อผลงานออกมาดี บางครั้งก็ทรงเป็นห่วง เมื่ออนาคตยังมองไม่เห็นชัด บัดนี้ พอ.สว. ก็บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่แม่ทุกคน ถึงแม้ว่าลูกจะเติบโตเพียงใดก็ตาม จะมีความผูกพันห่วงใยอยู่ตลอดไป เช่นเดียวกัน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีก็ทรงมีความผูกพันห่วงใยมูลนิธิ พอ.สว. อยู่เสมอไป"
หลังจากสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ไปแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางวัฒนฯ พระนัดดา ได้ทรงรับสืบสานงาน พอ.สว. จนถึงปัจจุบัน

องค์อุปถัมภ์การพยาบาลไทย

สมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนีทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนหญิงแพทย์ผดุงครรภ์ แลการพยาบาลไข้ ณ โรงพยาบาลศิริราช ทำให้ทรงทราบถึงการการปฏิบัติหน้าที่และความเป็นอยู่ ของพยาบาลในประเทศไทยเป็นอย่างดี ทั้งยังพระราชทานทุนการศึกษา และทรงอุปถัมภ์องค์กร เกี่ยวกับวิชาชีพพยาบาลให้หลายองค์กร ซึ่งพระกรุณาธิคุณต่อวงการพยาบาลไทยนั้นมีมากมาย อย่างหาที่สุดมิได้ ดังจะยกตัวอย่าง ดังนี้
องค์อุปถัมภ์การพยาบาลไทย

สมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนี ทรงเป็นสมาชิกสมาคมพยาบาล แห่งประไทย ตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็น หม่อมสังวาลย์ ในปี พ.ศ. 2472 และได้ทรงรับเลือกให้เป็นกรรมการสมาคมฯ ด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2500 ทรงตอบรับการกราบบังคมทูลอัญเชิญให้ทรงเป็นองค์ อุปถัมภ์ของสมาคมฯ โดย เสด็จฯ เปิดการประชุมพยาบาลแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2503 และพระราชทานพระดำรัสเปิดประชุมด้วย ต่อมา ในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2529 ทรงรับสมาคมพยาบาลแห่งประเทศ ไทยไว้ในพระราชูปถัมภ์
คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล

สมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนีทรงเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนหญิงแพทย์ผดุงครรภ์แลการพยาบาลไข้ ในโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งต่อมาพัฒนาขึ้นเป็นคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงทรงถือว่า เป็นศิษย์เก่าของสถาบันแห่งนี้ด้วย ทรงรับสมาคมศิษย์เก่าพยาบาลศิริราชไว้ในพระราชูปถัมภ์ ทั้งยัง พระราชทาน "ทุนสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์" เพื่อช่วยเหลือนักเรียนพยาบาลศิริราชผู้ขาดแคลน ทุนทรัพย์ในการศึกษา นอกจากนั้น เมื่อภายหลังเสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพล- อดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานเงินที่ได้จากการถวายเป็นพระราชกุศลในงานพระบรมศพ ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อปี พ.ศ. 2538 ให้กับคณะพยาบาลศาสตร์ในการก่อสร้าง อาคาร "มหิดลอดุลยเดช - พระศรีนครินทร" ที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี

ในปี พ.ศ. 2536 กระทรวงสาธารณสุขขอพระราชทานชื่อใหม่ให้กับ วิทยาลัยพยาบาลทั่วประเทศ ให้เป็นชื่อเดียวกัน โดยพระราชทาน ชื่อว่า "วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี" ตามด้วยชื่อจังหวัดที่ตั้งของ วิทยาลัยนั้น และพระราชทานตราพระนามาภิไธยย่อ "สว" เป็นตรา สัญลักษณ์ประจำวิทยาลัยพยาบาลด้วย ทั้งนี้มีวิทยาลัยพยาบาลที่ได้ รับการพระราชทานชื่อก่อนหน้านี้แล้ว 3 แห่ง คือ วิทยาลัยพยาบาล- พระปกเกล้า จันทบุรี วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม และวิทยาลัย- พยาบาลพระจอมเกล้า เพชรบุรี ให้คงใช้ชื่อที่เคยพระราชทานไว้แล้ว ดังเดิม
จากพระกรณียกิจเกี่ยวกับการพยาบาล และการเป็นแบบอย่างการปฏิบัติที่มุ่งหวังให้ ประชาชนทุกคนมีสุขภาพที่ดีของสมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนี กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและได้รับอนุมัติให้ วันที่ 21 ตุลาคม อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ เป็น "วันพยาบาลแห่งชาติ" ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา เพื่อระลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระราชทานแก่วงการพยาบาลไทย
มูลนิธิขาเทียม

สมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนีทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อผู้พิการเป็นล้นพ้น เมื่อเสด็จพระราช- ดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดาร และได้ทอดพระเนตรเห็นผู้ทุพพลภาพที่ยากไร้ ขาดการดูแลช่วยเหลือเป็น จำนวนมาก ทำให้ทรงตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนขาเทียมในกลุ่มคนพิการขาขาดที่ยากไร้ จึง ได้พระราชทานความช่วยเหลือ ให้กับคณะแพทย์ที่ประดิษฐ์ขาเทียมในประเทศไทย ได้เคยรับสั่งว่า
"อย่าไปเอาเงินที่เขา มาเอาที่ฉัน"
โดยจดทะเบียน มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2535 ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงินทุน 500,000 บาท หลังจากนั้น ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตอยู่เสมอ และมีหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ออกไป ให้บริการประชาชนตามจังหวัดต่าง ๆ ด้วย ปัจจุบันสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ- รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์ สืบทอดพระราชปณิธานของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีสืบมา
มูลนิธิถันยรักษ์

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมีพระราชดำริช่วยเหลือหญิงไทยให้พ้นภัยจากมะเร็งเต้านม เนื่องจากสตรีไทยเป็นมะเร็งที่เต้านมสูงมาก และ เสียชีวิตจากอาการดังกล่าวประมาณ 3-4 หมื่นคนต่อปี จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 12 ล้านบาท เป็นทุนเริ่มแรกในการจัดตั้ง มูลนิธิถันยรักษ์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 เพื่อให้สตรีไทยได้เข้าใจถึงอันตรายจากโรคมะเร็ง รู้จักวิธีป้องกันตัวเองให้ถูกต้อง และส่งเสริมการ ตรวจเต้านมอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ถ้าหากพบก้อนเนื้อในระยะต้น จะได้ทำการร ักษาให้หายขาดได้อย่างทันท่วงที และอบรมเจ้าหน้าที่และ อาสาสมัครสาธารณสุขสำหรับถ่ายทอดความรู้ให้ประชาชนในชนบท รวมถึงการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมโดยใช้เทคโนโลยีการตรวจที่ทันสมัยด้วย
มูลนิธิถันยรักษ์ นับเป็นมูลนิธิในพระราชดำริเป็นโครงการสุดท้ายด้วย ปัจจุบันสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 สืบมา
จัดทำโดย ฝ่ายจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์
หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล
© Copyright 2021 Mahidol University Archives and Museums, All right Reserved