มหิดล ณ อยุธยา

หลังจากที่ "สังวาลย์" และอุบล เดินทางไปถึงเมืองบอสตัน แล้ว สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ให้นักเรียนหญิงทั้ง 2 คน ได้ อาศัยกับครอบครัวสตรอง ที่เมืองฮาร์ตฟอร์ด ซึ่งใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟ จากเมืองบอสตัน 4-5 ชั่วโมง โดยให้เรียนและฝึกฝนภาษาอังกฤษให้ ชำนาญเสียก่อน เพื่อจะได้ฟังบรรยายในระดับมหาวิทยาลัยรู้เรื่อง คุ้มค่า ของเวลาและเงินที่เสียไป
หลังจากที่ "สังวาลย์" และอุบล เดินทางไปถึงเมืองบอสตัน แล้ว สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ให้นักเรียนหญิงทั้ง 2 คน ได้ อาศัยกับครอบครัวสตรอง ที่เมืองฮาร์ตฟอร์ด ซึ่งใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟ จากเมืองบอสตัน 4-5 ชั่วโมง โดยให้เรียนและฝึกฝนภาษาอังกฤษให้ ชำนาญเสียก่อน เพื่อจะได้ฟังบรรยายในระดับมหาวิทยาลัยรู้เรื่อง คุ้มค่า ของเวลาและเงินที่เสียไป
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ทรงห่วงใยความ- เป็นอยู่ของนักเรียนหญิงทั้งสองนี้มาก โดยจะเสด็จไปเยี่ยมในวันอาทิตย์ อยู่บ่อยครั้ง และทรงพาไปเที่ยวสวนสาธา รณะต่าง ๆ ภายในเมืองฮาร์ตฟอร์ด อย่างเป็นกันเอง ในบางครั้งก็ให้เดินทางไปเที่ยวที่เมืองบอสตัน โดยทรง ดูแลทั้งสองเป็นอย่างดี ทำให้ทรงคุ้นเคยและต้องพระทัยในอุปนิสัยของ "สังวาลย์"
จนในที่สุด สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ทรงขอ พระราชทานพระราชานุญาตสมเด็จพระพันวัสสาฯ พระราชมารดา ในการ ที่จะทรงหมั้นกับ นางสาว "สังวาลย์" เมื่อได้รับพระราชานุญาตแล้ว ในปี พ.ศ. 2462 จึงได้ทรงหมั้นกันอย่างเงียบ ๆ ต่อมาภายหลังได้ทรงอธิบาย สาเหตุที่ทรงตัดสินพระทัยเลือก "สังวาลย์" เป็นคู่ชีวิต ถวายพระราช- มารดาว่า
"...สังวาลย์เป็นกำพร้า.... แต่งงานแล้วมาใช้นามสกุลหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ได้เลือกเมียที่สกุลรุนชาติ ต้องเกิดเป็นอย่างนั้น ต้องเกิดเป็นอย่างนี้ คนเลือกเกิดไม่ได้ หม่อมฉันเลือกคนดี ทุกข์สุขเป็นเรื่องของหม่อมฉันเอง..."

ต่อมาในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 หม่อมเจ้า กัลยาณิวัฒนา พระธิดาองค์แรก ได้ประสูติ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และในปลายปีนั้น ครอบครัวมหิดลได้เดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง และทรงงานด้านการพัฒนาการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของประเท ศไทย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทรงตรากตรำพระวรกายเป็นอย่างมาก ทำให้ประชวรและแพทย์แนะนำให้เสด็จไปรักษาพระองค์ในประเทศที่มี อากาศเย็น ในปี พ.ศ. 2468 จึงทรงพาหม่อมและพระธิดาไปยังประเทศ เยอรมนี เพื่อรักษาพระองค์และทรงศึกษาต่อด้วย และในปีเดียวกันนั้นเอง หม่อมเจ้าอานันทมหิดล พระโอรสองค์ถัดมาได้ประสูติ เมื่อวันที่ 20 กันยายน ณ เมืองไฮเดนเบอร์ก

เมื่อถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2462 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุน- สงขลานครินทร์ ต้องเสด็จกลับประเทศไทย เพื่อทรงร่วมงานพระบรมศพ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ เมื่อเสร็จสิ้นการพระบรมศพแล้ว ทรงขอพระบรมราชานุญาตต่อพระบาท- สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในการอภิเษกสมรสกับ "สังวาลย์" จากนั้น ในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีอภิเษกสมรสพระราชทาน ณ วังสระปทุม ด้วยพระองค์เอง
หลังอภิเษกสมรสแล้ว "หม่อมสังวาลย์" ได้ตามเสด็จสมเด็จ- เจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ในการประพาสเมืองต่าง ๆ ทั้งในไทย และยุโรป และตามเสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา "หม่อมสังวาลย์" ซึ่งในขณะนั้นใช้ชื่อว่า Mrs. Songkla ตามสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ที่ใช้พระนามว่า Mr. Mahidol Songkla อย่าง สามัญชน โดย "หม่อมสังวาลย์" ได้ศึกษาต่อในหลักสูตรเตรียมพยาบาล ที่วิทยาลัยซิมมอนส์ ในเมืองบอสตัน หลังจากสอบไล่ได้ จึงไปศึกษาต่อ ด้านการสาธารณสุขโรงเรียนที่สถาบันเอ็มไอที วิชาความรู้ที่ได้ศึกษามานั้น เป็นประโยชน์ต่ออนาคตของ "หม่อมสังวาลย์" ในการดูแลพระโอรส พระธิดา รวมถึงประชาชนชาวไทยอีกเป็นอันมากด้วย
ในปี พ.ศ. 2464 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ และพระชายา เสด็จไปยุโรปเพื่อทรงดูงานและทรงติดต่อกับมูลนิธิ ร็อคกี้เฟลเลอร์เพื่อปรับปรุงเรื่องการศึกษาด้านการแพทย์ของไทย และ เสด็จกลับกรุงเทพฯ จากนั้นเสด็จไปทรงดูแลสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระเชษฐภคินี ที่เสด็จไป รักษาพระองค์ ณ ประเทศอังกฤษ และพักรักษาพระองค์ ณ ประเทศฝรั่งเศส หลังจากนั้น "หม่อมสังวาลย์" ตามเสด็จไปยังสหราชอาณาจักรเพื่อทรงหาสถานที่ ศึกษาวิชาแพทย์ต่อ

ในปี พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์เสด็จกลับประเทศไทย แต่พระองค์เดียว ส่วนพระชายา "หม่อมสังวาลย์" ได้พาพระโอรสธิดา ไปประทับ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอแลนด์ จนเมื่อเสร็จสิ้นการพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ จึงเสด็จไปยังเมืองโลซานประทับกับครอบครัว และเสด็จไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อทรงศึกษาในสาขาแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ส่วน "หม่อมสังวาลย์" นอกจากจะต้องดูแลพระโอรสธิดาแล้ว ยังได้ศึกษาต่อด้านจิตวิทยา การทำอาหารและโภชนาการ ที่วิทยาลัยซิมมอนด์ โดยขณะนั้น ครอบครัวเจ้าฟ้ามหิดล ได้ประทับอยู่ที่ ตำหนักบรูคลายน์ ชานเมืองบอสตัน และต่อมา ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพล- อดุลยเดช พระโอรสพระองค์เล็กได้ประสูติที่เมืองบอสตันนั่นเอง
หลังจากสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตร์ในปี พ.ศ. 2471 แล้ว ครอบครัวเจ้าฟ้ามหิดลได้ เสด็จกลับประเทศไทย ประทับ ณ พระตำหนักใหม่ วังสระปทุม และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ได้เสด็จไปจังหวัดเชียงใหม่แต่พระองค์เดียว เพื่อทรงงานเป็นแพทย์ประจำบ้าน ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ซึ่งทรงเตรียมหาบ้านสำหรับให้ครอบครัวจะย้ายไปอยู่ด้วย ได้ประทับอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้ประมาณหนึ่งเดือนก็มีพระกรณียกิจทำให้ต้องเสด็จกลับมากรุงเทพฯ แต่หลังจากนั้นก็มีพระอาการประชวร ประทับรักษาพระองค์อยู่ที่วังสระปทุมเป็น เวลาประมาณ 4 เดือน ก็สิ้นพระชนม์ในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนา พระเชษฐาขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานราชสกุลให้กับผู้สืบเชื้อสายจาก สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ว่าราชสกุล "มหิดล" เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2472


จัดทำโดย ฝ่ายจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์
หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล
© Copyright 2021 Mahidol University Archives and Museums, All right Reserved